LIV

DINING & TRAVEL

บันทึกถึงคานาซาวะ เมืองที่เป็นมากกว่าทางผ่าน

พอพูดถึงญี่ปุ่น หลายคนนึกถึงเมืองดัง ๆ อย่าง โตเกียว โอซาก้า ซัปโปโร เกียวโต เลยไม่ค่อยมีคนคุ้นหูกับชื่อเมืองคานาซาวะ ที่เราอยากจะนำเสนอในวันนี้

คานาซาวะเป็นเมืองหลักของจังหวัดอิชิกาวะ อยู่ห่างจากโตเกียวประมาณ 3 ชม. หากเดินทางโดยชินคันเซ็น

เมืองนี้เป็นเมืองทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังอนุรักษ์ตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ไว้ได้อย่างน่าชื่นชม เราเลือกปักหลักที่นี่เพราะอยากไปเที่ยวชิราคาวาโกะ ทาคายามะ และนากาโนะกัน ทำให้คานาซาวะเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะอยู่ไม่ไกลจากเมืองเป้าหมายและที่สำคัญคือ มีโรงแรมดี ๆ ให้เลือกมากมายในราคาที่เห็นแล้วต้องขยี้ตา เพราะมันถูกมากเมื่อเทียบกับโรงแรมขนาดนี้ในเมืองอื่น

ตลอดทริปนี้เราเดินทางโดยใช้ JR Pass (7 วันทั่วประเทศ) เพราะนอกจาก 4  เมืองข้างต้นเรายังอยากย้อนกลับมาเก็บที่เที่ยวแถวโตเกียว นิกโก้ คามาคุระด้วย คำนวณราคาค่ารถไฟแล้วซื้อ JR Pass ดูจะคุ้มที่สุดแล้ว แถมได้นั่งชินคันเซ็นเป็นว่าเล่นอีกด้วย

หลังจากบินตรงมาลงสนามบินฮาเนดะโตเกียว เราก็นั่งรถไฟจากสนามบินมาลงที่สถานี Hamamatsucho จากนั้นต่อรถไปลงสถานี Ueno เพื่อนั่งชินคันเซนตรงดิ่งมาคานาซาวะเลย ความประทับใจแรกเมื่อมาถึงคานาซาวะ คือสถานีรถไฟที่สวยทันสมัยอดใจไม่ได้ต้องขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย

เมืองนี้เป็นเมืองทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังอนุรักษ์ตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ไว้ได้อย่างน่าชื่นชม เราเลือกปักหลักที่นี่เพราะอยากไปเที่ยวชิราคาวาโกะ ทาคายามะ และนากาโนะกัน ทำให้คานาซาวะเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะอยู่ไม่ไกลจากเมืองเป้าหมายและที่สำคัญคือมีโรงแรมดี ๆ ให้เลือกมากมายในราคาที่เห็นแล้วต้องขยี้ตา เพราะมันถูกมากเมื่อเทียบกับโรงแรมขนาดนี้ในเมืองอื่น

จากนั้นเราลากกระเป๋าไปเช็คอินเข้าโรงแรม Mystays Premier Kanazawa ที่จองกับ Agoda ลูกค้าดีแทครับส่วนลด 5-10% จาก dtac reward และ Agoda

เวลาเลือกที่พักผ่านแอป Agoda เราจะดูที่หน้าตาของโรงแรม ขนาดห้อง (36 ตร.ม. ซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับญี่ปุ่น) โลเคชั่น (ห่างจากสถานีแค่ 5 นาที) รีวิวของคนที่เคยใช้บริการ และราคา (ซึ่งเราคิดว่าถูกมากเพียงคืนละ 2 พันต้น ๆ เท่านั้น)

เครดิต: https://www.mystays.com/en-us/hotel-mystays-premier-kanazawa-ishikawa/

เมื่อมาเห็นของจริงก็ยิ่งประทับใจเพราะภาพตรงปกมาก โรงแรมออกแบบมาสวยงาม พนักงานสุภาพ ห้องสะอาด และล็อบบี้ด้านล่างยังมีร้านกาแฟพร้อมอาหารเช้ารสชาติดีให้นั่งสบาย ๆ ในราคามิตรภาพด้วย

คาเฟ่เล็ก ๆ น่านั่งบริเวณติดกับล็อบบี้โรงแรม

ช่วงที่เรามาถึงเป็นช่วงปลายเดือน กพ. อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 6 องศาตอนกลางวัน และหล่นมาอยู่ประมาณ 1 หรือติดลบหลังพระอาทิตย์ตก โชคดีที่เตรียมเสื้อหนาวมาเพียบทำให้พอจะเดินไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบากนัก

โปรแกรมเที่ยวคานาซาวะของเราประกอบด้วย ไปดูมิวเซียมที่เขาว่าโมเดิร์นสุด ๆ แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า The 21st Century Museum จากนั้นไปชมสวนสวย Kenroku-en ต่อด้วยปราสาทคานาซาวะ และปิดท้ายที่ Higashi Chaya ย่านเกอิชาเก่า

เราเลือกซื้อตั๋วแบบ one-day pass (500 เยน) เพื่อขึ้น Loop bus ที่จอดอยู่ด้านข้างของสถานีคานาซาวะ Loop bus นี้จะขับวนไปตามจุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ทั่วเมือง ใครที่มี JR Pass สามารถขึ้นรถเมล์ฟรีบางเที่ยวได้ด้วยนะคะลองสังเกตป้ายดูค่ะ

หลังจากนั่งรถออกจากสถานีคานาซาวะไปแป๊บเดียวก็ถึงมิวเซียม The 21st Century Museum อาคารทรงกลม 2 ชั้น (ไม่รวมใต้ดิน) สีขาวสะอาดตา ชั้นล่างผนังกรุกระจกโดยรอบทำให้มองเห็นวิวภายนอกได้ทุกมุม มิวเซียมแห่งนี้รวบรวมงานศิลปะของศิลปินร่วมสมัยมากมายทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

นอกจากมีงานแสดงศิลปะหมุนเวียนกันไป การเดินดูตัวอาคารที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครแห่งนี้ก็ทำให้เพลิดเพลินไม่แพ้การชมงานศิลปะสวย ๆ เลย เราชอบการดีไซน์พื้นที่ใช้สอยภายในที่ดูเหมือนเปิดโล่งแต่ก็มีมุมส่วนตัวของแต่ละโซนอย่างลงตัว ทั้งห้องสมุด แกลอรี่ ร้านกาแฟ หรือร้านขายของที่ระลึก

ร้านกาแฟที่มิวเซียม บรรยากาศดี นั่งสบาย กาแฟหอมกรุ่น

ความจริง แค่เดินช้า ๆ ดูภาพวาด หรือ ชมวิวผ่านกระจกใส ๆ ก็เพลินแล้ว แถมมีม้านั่ง เก้าอี้เก๋ ๆ ให้นั่งชิลพักขาอีกด้วย

หนึ่งในงานอาร์ตที่ใครมาที่นี่ก็ต้องแวะดู คือ Swimming Pool ผลงานของศิลปินที่ชื่อว่า Leandro Erlich ซึ่งดูเหมือนสระน้ำธรรมดาทุกอย่าง แต่มีกระจกกั้นส่วนเปียกส่วนแห้งออกจากกัน ทำให้คนที่อยู่ก้นสระสามารถเดินไปมา แหงนหน้า โบกมือให้พวกที่ชะโงกหน้าดูอยู่ข้างบนได้ แค่นี้ก็เรียกรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะคิกคักได้แล้ว

ด้านนอก เป็นสวนสวยที่มีการจัดวางงานอาร์ตตามจุดต่าง ๆ  เราชอบใจลำโพงสีเงินแวววาวที่ตั้งเด่นอยู่ด้านหน้ามาก เขาบอกว่าหากพูดใส่เจ้าลำโพงนี้ คนที่เอาหูตะแคงฟังอยู่อีกตัวหนึ่งก็จะได้ยินเสียงเราด้วย

อีกฟากหนึ่งจะมีซุ้มกระจกโค้งสี ๆ วางสลับซ้อนกันไปมา เข้าใจว่าศิลปินต้องการเล่นกับการหักเหของสีและแสง เพราะสีต่างกันเมื่อนำมาซ้อนกันย่อมสร้างสีใหม่ขึ้น ถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตอีกจุดหนึ่งที่ใครมาเที่ยวมิวเซียมแห่งนี้ต้องไม่พลาด และหากอยากเก็บความประทับใจไว้บน Instagram ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วย ซิม GO INTER (ซิมโรมมิ่ง) ที่ให้เล่นเน็ตแบบ Non-stop ด้วยความเร็วสูงสุด 5GB นาน 10 วัน กับเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำทั่วโลกรวมทั้งในประเทศญี่ปุ่น

ถัดจากมิวเซียมมาไม่ไกลคือสวนและปราสาท เราชอบทางเดินที่เขียวครึ้มด้วยร่มไม้ในสวนนี้มาก เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่แสนจะร่มรื่นและเงียบสงบ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายจริง ๆ

จากสวนเดินมาไม่เท่าไรก็ทะลุถึงตัวปราสาทคานาซาวะ ตอนนั้นใกล้เวลาปิดแล้ว (6 โมงเย็น) เหลือนักท่องเที่ยวไม่กี่คนที่ยังเดินเล่นชื่นชมความสวยงามของปราสาทกันอยู่ ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของปราสาทเลยทีเดียว สามารถเดินเล่นไปทั่วอย่างสบายใจ

เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้ว เราก็นั่งรถ Loop bus ต่อไปย่านเกอิชาเก่า เมื่อมาถึงฟ้าเริ่มมืด ร้านรวงเริ่มปิดไปเกือบหมด เหลือแต่ร้านอาหาร และร้านเหล้าบางแห่ง แต่โคมไฟข้างทางยังส่องแสงเหลืองนวลสวยทำให้ได้บรรยากาศยามค่ำที่โรแมนติกไปอีกแบบ

ตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้ยังเรียงรายไปด้วยโรงน้ำชาสมัยยุคเอโดะ (1603-1868) ที่ที่เกอิชายุคนั้นใช้เป็นที่ให้ความบันเทิงแก่แขกเหรื่อมากมาย เมื่อเดินชมบรรยากาศเก่า ๆ ในความเงียบแบบนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินทางย้อนกาลเวลาเลยทีเดียว

จากตอนแรกที่คิดว่าคานาซาวะเป็นแค่เมืองผ่านไว้พักพิงชั่วคราว แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นเมืองที่มีเสน่ห์น่าค้นหาไม่น้อยหน้าเมืองอื่น เพราะถึงจะเป็นเมืองใหญ่ที่ทันสมัยแต่ก็ค่อนข้างสงบ ไม่พลุกพล่าน และมีการอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวเก่าแก่ไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ที่สำคัญคือที่พักดีงาม และเที่ยวง่ายมาก หากใครมีเวลาลองแวะมาเที่ยวกันดูนะคะ