กินเจ, อาหารเจ, อาซาอิ โบวล์, Acai Bowl

LIV

Dining & Travel

เปิดลายแทง 8 ร้านอาหารเจสุดฟิน


อีกเพียงไม่กี่วันริ้วธงสีเหลืองพร้อมตัวอักษรจีนสีแดงเขียนว่า “เจ” จะเริ่มถูกประดับประดาตามศาลเจ้าและร้านอาหารเต็ม 2 ข้างทาง สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า “เทศกาลกินเจ” มาถึงแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 29 กันยายน - 7 ตุลาคม 2562 หรือบางคนก็เริ่มล้างท้อง 1 วันล่วงหน้าตั้งแต่ 28 กันยายน หลายคนคงเริ่มนึกถึงเมนูอาหารเจกันแล้ว ถึงอาหารเจจะมีหลากหลาย แต่ก็เป็นเมนูเดิม ๆ หากมีเมนูแปลกใหม่มาให้ลิ้มลองก็คงน่าสนใจไม่ใช่น้อย เจปีนี้คงอิ่มฟินทั้งพุงและบุญแน่ ส่วนใครที่อยากลองหันมากินเจ หรือคนที่กินมาหลายปีแล้ว รู้มั้ยว่าการกินเจมีที่มาอย่างไรและอาหารเจมีอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบให้ทั้งหมดนี้ พร้อมร้านอาหารและขนมเจขึ้นชื่อมาแนะนำให้ได้ไปลองกัน

ย้อนตำนานการ “กินเจ”

การกินเจ หรือเทศกาลถือศีลกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) เป็นประเพณีที่เริ่มต้นมาจากประเทศจีนและสืบทอดมายาวนานนับพันปี เพื่อเป็นกุศโลบายให้คนทำความดี โดยใช้เวลารวม 9 วัน เริ่มตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ จนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ซึ่งเรื่องราวการกินเจมีตำนานเล่าขานหลายตำนาน หนึ่งในตำนานที่เล่าต่อกันมาคือ กว่า 1,500 มาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีกองกำลังทหารเหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันหลายครั้ง แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถทลายกองทัพของพระราชโอรสทั้ง 9 พระองค์ได้ กระทั่งชาวกังไสแตกสามัคคี พระราชโอรสทั้ง 9 ออกรบจนสิ้นพระชนม์ แต่ด้วยความดีทำให้ได้ไปเกิดเป็นอมตะวิญญาณอยู่บนสรวงสวรรค์ เพื่อคอยดูแลชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข จนถึงคราวที่เมืองกังไสเกิดภัยพิบัติ ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตจึงแปลงกายเป็นขอทานโรคเรื้อนมาทดสอบจิตใจเศรษฐีลีฮั้วก่าย จากนั้นพระองค์จึงได้แนะนำเศรษฐีให้ถือศีลรับประทานผักเพื่อชำระล้างบาปเคราะห์ เศรษฐีจึงเริ่มลงมือปฏิบัติและชวนชาวบ้านร่วมรับประทานผักด้วย ไม่นานเศรษฐีก็ร่ำรวยขึ้น ชาวบ้านก็อยู่เย็นเป็นสุข ทำให้ชาวเมืองกังไสปฏิบัติเช่นนี้สืบมานับตั้งแต่ 1 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปีเป็นเวลา 9 วัน จนกลายมาเป็นเทศกาลกินเจในปัจจุบัน

คนไทยกับการกินเจ

การถือศีลกินเจในไทย ได้รับการสืบทอดโดยชาวไทยเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน โดยคำว่า “เจ” มาจากคำว่า “ไจ” อักษรจีนเขียนด้วยสีแดง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคล บนพื้นสีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นกษัตริย์ “เจ” หรือ “ไจ” ในภาษาจีน หมายถึง อุโบสถ หรือการรักษาศีล 8 ซึ่งการรักษาศีล 8 ตามคำสอนพุทธศาสนาฝ่ายนิกายมหายาน จะไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมเรียก "การไม่กินเนื้อสัตว์" รวมกับคำว่า "กินเจ" เป็นการถือศีลไปด้วย ความหมายของ “การกินเจ” จึงไม่เพียงแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ทว่าต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรม มีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ

อาหารแบบไหน เรียกว่า “เจ”

เมื่อพูดถึงอาหารเจ หลายคนมักนึกถึงอาหารที่มีแต่ผัก แต่ในความจริง “อาหารเจ” ต้องเป็นอาหารที่ต้องปรุงจากพืชและผักธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ปนเลย ที่สำคัญต้องไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว (กระเทียมโทนจีน), กุยฉ่าย และใบยาสูบ รวมถึงเครื่องเทศรสเผ็ดร้อน เพราะชาวจีนเชื่อว่าผักเหล่านี้จะส่งผลต่อพลังธาตุในร่างกาย
เมื่อรู้กันแล้วว่าการกินเจมีที่มาเป็นอย่างไร และอาหารเจเป็นแบบไหน เริ่มอยากกินขึ้นมาเลยใช่ไหม ไม่ต้องรอช้า ไปดู 8 ร้านอาหารและขนมเจ ที่อยากแนะนำกันเลย

ภาพ: Facebook/VegeterianCusine

1. Chijuya Restaurant (ชิจูย่า)
ใครที่ไม่นิยมทานเจเพราะคิดว่ามีแต่อาหารไทยและจีน เจปีนี้คงต้องเปลี่ยนใจแน่นอน เพราะหากได้มาทานอาหารเจสไตล์ญี่ปุ่นที่ “ชิจูย่า” จะติดใจจนไม่อยากออกเจกันเลย เพราะที่นี่นอกจากจะใช้วัตถุดิบเจคุณภาพจากไต้หวันมานำเสนอเมนูอาหารได้อย่างแตกต่างไม่เหมือนใครแล้ว รสชาติยังไม่แพ้อาหารญี่ปุ่นแบบปกติอีกด้วย โดยเมนูขึ้นชื่อของร้านคือ ซูชิอโวคาโด, ปลาไหลโรยงา, เทมปุระ และข้าวปั้นต่าง ๆ งานนี้คอญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

พิกัด: ถนนทรงวาด กทม.

2. ตาละลักษมณ์ (Talalask) หรือ Veggies Thai
เมื่อพูดถึงอาหารเจ หลายคนมักนึกถึงอาหารที่มีความจืดชืด แต่เมื่อมาที่ “ตาละลักษมณ์” หรือ “Veggies Thai” คุณจะลืมภาพอาหารเจเดิม ๆ ไปเลย เพราะที่นี่นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารจัดจ้านตามสไตล์อาหารไทยในราคาเอื้อมถึงได้แล้ว ยังโดดเด่นเรื่องการทำอาหารเจเลียนแบบเนื้อสัตว์ได้เหมือนมากจนแทบไม่น่าเชื่อว่ากำลังทานอาหารเจ แถมมีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารไทย อีสาน จีน และฝรั่ง ครบทุกความต้องการทีเดียว เมนูเด็ดได้แก่ ยำแหนมข้าวทอด ที่ใช้ข้าวไร้ซ์เบอร์รี่ผสมข้าวกล้องและข้าวสวย ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน คลุกเคล้ากับถั่วลิสงและหนังหมูเจซึ่งทำจากเส้นบุกพิเศษเคี้ยวหนึบหนับเพลิน ๆ หรือเนื้อเจรวมตุ๋นยาจีน และสเต๊กเต้าหู้ ที่เสิร์ฟแบบกระทะร้อนกินกับผักโขม ดอกกะหล่ำและมันฝรั่งย่าง อร่อยฟินจนหยุดไม่อยู่ทีเดียว

พิกัด: 6 สาขา ได้แก่ Golden Place พระราม 9, พระราม 2, เลียบคลองประชาชื่น, เซ็นทรัลเวิลด์, บิ๊กซี ราชดำริ และ All Seasons

ภาพ: Facebook/LovingHutRama3 และ Facebook/Loving-Hut-Thailand

3. Loving Hut (เลิฟวิ่ง ฮัท)
สายเจคนไหนที่ขี้เบื่อ จะต้องตกหลุมรักร้านนี้ เพราะถึงแม้จะมีหลายสาขา ทว่าแต่ละสาขาจะมีเมนูอาหารแตกต่างกันตามความถนัด และหมัดเด็ดของเชฟแต่ละร้าน เรียกว่าไปแต่ละสาขา เมนูไม่มีซ้ำกันแน่นอน โดยมีให้เลือกกว่า 200 เมนู ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น และนานาชาติ เพื่อให้คอเจได้ลิ้มลองอาหารอร่อย ๆ แบบไม่มีเบื่อได้ทุกวัน แต่สิ่งที่เหมือนกันและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือ ทุกสาขาจะเลือกใช้วัตถุดิบที่ปราศจากเนื้อสัตว์ 100% ปัจจุบัน Loving Hut มีทั้งหมด 6 สาขาใครใกล้สาขาไหน ไปอิ่มฟินที่สาขานั้นได้เลย

พิกัด: 6 สาขา ปากเกร็ด, พระราม 3, รามอินทรา 51, บางนา-ตราด 32, พระพุทธบาท สระบุรี และปากช่อง นครราชสีมา

ภาพ: Facebook/VeggieChefThailand

4. Veggie Chef (เวจจี้ เชฟ)
อีกหนึ่งร้านอาหารเจที่สายบุญพลาดไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะมือใหม่หัดทานเจ โดย “เวจจี้ เชฟ” เป็นร้านอาหารเจสไตล์ฟิวชั่นที่เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพและข้าวอินทรีย์จากชาวนาโดยตรง ที่สำคัญไร้ผงชูรส ทำให้เมนูทุกจานสดใหม่ กินง่าย และไม่จำเจ เมนูเด็ดที่มาแล้วต้องลองคือ แกงเขียวหวานเต้าหู้, ปลาสามรสราดพริก, ซูชิห้าสี, แกงส้มผักรวมมิตร, พะแนงเต้าหู้ และเค้กเจ

พิกัด: ถ.วัชรพล-รามอินทรา ท่าแร้ง บางเขน กรุงเทพฯ ตรงข้ามเสถียรธรรมสถาน

ภาพ: Facebook/govindarestaurantt

5. Govinda Restaurant (โกวินดา)
ถ้าอยากจะเพิ่มสีสันให้กับมื้อเจของคุณฟินยิ่งขึ้น ต้องมาลองอาหารเจที่ “โกวินดา” กันสักครั้ง ร้านนี้เป็นอาหารเจสไตล์อิตาเลี่ยนโฮมเมดแท้ ๆ ซึ่งจะเน้นใช้วัตถุดิบที่ปราศจากส่วนผสมของเนื้อสัตว์และไข่ในการปรุงอาหาร โดยจะใช้ชีสและนมที่ทำจากถั่วเหลืองแปรรูปแทน รวมถึงผักสดปลอดสารพิษ ทำให้อาหารสดใหม่ และดีต่อสุขภาพ สำหรับเมนูเด่น ได้แก่ พิซซ่า, สปาเก็ตตี้คาโบนารา, พาสต้าต่าง ๆ โดยเฉพาะราวิโอลี่ที่โดดเด่นมาก และเมนูลาซานญ่า รับรองว่าที่นี่จะเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับอาหารเจของคุณแน่นอน

พิกัด: ซอยสุขุมวิท 22 (ซอยสายน้ำทิพย์) เขตวัฒนา กทม.

ภาพ: Facebook/ponette.bangkok

6. Ponette cottage (เดอะโพเน่ คอทเทจ)
จีน ไทย ญี่ปุ่นมาครบ สาวกเกาหลีไม่ต้องน้อยใจ เพราะ “เดอะโพเน่ คอทเทจ” เป็นร้านชาบูสุกี้เจสไตล์ไต้หวันที่มาพร้อมวัตถุดิบสดใหม่โดยเฉพาะพืชผักที่ทางร้านใช้จะลงมือปลูกเองทั้งหมด จึงไร้สารเคมีและยาฆ่าแมลง ส่วนน้ำจิ้มมีให้เลือกถึง 4 อย่าง ทั้งน้ำจิ้มสุกี้แบบไทย ๆ น้ำจิ้มเต้าหู้ยี้งาขาว น้ำจิ้มซาฉ่า และพริกผัดน้ำมันสไตล์ไต้หวัน โดยให้บริการแบบบุพเฟ่ต์ ให้สายชาบูกินไม่อั้นจนพุงแตกไปเลย

พิกัด: ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 ซอย 14

ภาพ: Facebook/MakaiAcaiBar

7. Makai Acai & Superfood Bar (มาคาอิ อาซาอิ)
อร่อยฟินกับมื้อคาวกันไปแล้ว มาต่อกันรัว ๆ ด้วยของหวานกับร้าน “มาคาอิ อาซาอิ” ซึ่งเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ขายอาซาอิ โบวล์ (Acai Bowl) ซึ่งเป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีหน้าตาคล้ายกับเบอร์รี่ ซึ่งมีต้นกำเนิดในป่าอเมซอน แถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล และเป็นที่นิยมทานกันมากในฮาวาย เพราะอุดมด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการที่แสนมหัศจรรย์ แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง พร้อมโรยด้วย Superfood หรือเมล็ดธัญพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินและใยอาหาร รับรองสายหวานต้องฟินเพลินจนลืมไปว่ากำลังทานเจอยู่นะเนี่ย

พิกัด: สุขุมวิท 23 และ BTS ช่องนนทรี

ภาพ: www.veganerie.co.th

8. Veganerie (วีแกนเนอรี่)
ร้านสุดท้ายขอปิดท้ายด้วย “วีแกนเนอรี่” คาเฟ่ที่เสิร์ฟเบเกอรี่เจแสนอร่อยในแบบ Vegan 100% โดยใช้ส่วนประกอบที่ปราศจากนม เนย ไข่ และเนื้อสัตว์ พร้อมเทคนิคการปรุงสุดพิเศษ ทำให้ขนมหวานแต่ละจานได้รสชาติไม่แตกต่างไปจากการทานเบเกอรี่ทั่วไป โดยของหวานที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย แต่เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือ บราวนี่ สูตรไร้เนยและไข่ที่อร่อยมาก อยากรู้ว่าอร่อยเด็ดแค่ไหนกอย่าช้า ต้องรีบไปลองชิมดู

พิกัด: ชั้น 4 ห้าง Mercury Ville