โครงการ Safe Internet

สร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ เสริมสร้างรากฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้แข็งแกร่งทั่วทั้งองค์กร

โครงการ Safe Internet

ขณะที่เครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลเน็ตเวิร์ค เข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนก็ทวีความรุนแรงและมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้น ดีแทคจึงดำเนินโครงการอินเทอร์เน็ตปลอดภัย หรือ Safe Internet มาอย่างต่อเนื่องมา นับตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนจากภัยบนโลกไซเบอร์ รวมไปถึงผลักดันความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อระบบนิเวศที่ดีขึ้น และนำไปสู่การกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลของภาครัฐ

โครงการ Safe Internet ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับเด็กและเยาวชน (Child-friendly Business) เนื่องจากดีแทคตระหนักดีว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนยังขาดความรู้ในการใช้การสื่อสารทางออนไลน์อย่างไม่เหมาะสม แลขาดทักษะในการปกป้องตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกไซเบอร์ (Cyberbullying) 

ดีแทคเน้นการแก้ปัญหา "การกลั่นแกล้งทางโลกไซเบอร์" หรือ Cyberbullying โดยกลุ่มเป้าหมายคือ เด็กและเยาวชน อายุ 7-16 ปี ซึ่งผลจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เนตในการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูล ทัศนคติต่อการกลั่นแกล้ง และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่า เด็กและเยาวชนไทยมีความเสี่ยงจากภัยบนโลกออนไลน์ ดังนี้

 

  1. ความเสี่ยงที่เกิดจากเนื้อหา
  2. ความเสี่ยงที่เด็กเป็นเหยื่อจากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
  3. ความเสี่ยงที่เกิดจากการตกเป็นเหยื่อทางการค้า การโฆษณา
  4. ความเสี่ยงที่เด็กเป็นผู้กระทำจากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคลอื่น
  5. ความเสี่ยงจากการเสพติดออนไลน์ โดยใช้เครื่องมือสื่อสารนานเกินไป

 

ทั้งนี้ ดีแทคได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องโลกไซเบอร์อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย ได้แก่

การเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อดิจิทัล

การสร้างความตระหนักเรื่องการใช้อินเทอร์เนตอย่างปลอดภัย

การเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อดิจิทัล

  1. บริการ “Stop Bullying เลิฟแคร์ไม่รังแกกัน” ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผ่านห้องแชท Stop Bullying Chat Line เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกในโลกออนไลน์ ทำให้สังคมไทยมีกลไกในการส่งเสริม และปกป้องเด็กและเยาวชนให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเปิดให้บริการระหว่างเวลา 16.00 - 24.00 น. ทุกวัน ซึ่งทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปี 2561 มีสถิติเกี่ยวกับการเข้าใช้ ดังต่อไปนี้
    • ผู้เข้าร่วม 42,367 คน
    • การให้คำปรึกษา 387 ครั้ง
    • ผู้เข้าชมเว็บไซต์ 110,639 คน
    • สถิติอายุของผู้เข้าใช้บริการ 50% เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10 – 15 ปี
    • สถิติบริการห้องแชท 75% เป็นผู้หญิง
    • ประเด็นในการขอคำปรึกษาที่ถูกรังแกทางโลกออนไลน์สูงสุด
    • โดนโพสต์ประจาน
    • โดนโพสต์ล้อเลียน
  2. กิจกรรมรณรงค์ในสถานศึกษาต่างๆ (dtac School Outreach) เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการรังแกกัน อาทิ ความหมาย ผลกระทบ รูปแบบการรังแก ตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้นจากการกลั่นแกล้งกัน และรู้จักบริการปรึกษาผ่านห้องแชทออนไลน์ โดยเน้นกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม ซึ่งในปี 2561 มีนักเรียนเข้าร่วมเวิร์คช็อป จำนวน 6,654 คน จาก 28 โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา (ปวช.) ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยมีประเด็นสำคัญๆ จากการประเมินผลการทำกิจกรรมดังนี้
    • เยาวชนระดับมัธยมศึกษาเห็นว่า การรังแกกันเป็นเรื่องใกล้ตัวและพบได้ทุกวัน โดยสามารถแยกแยะได้ระหว่างการเล่นและการรังแก รวมถึงสามารถบอกวิธีการจัดการและการรังแกกันโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงได้ ซึ่งการถูกรังแกทางวาจาเป็นพฤติกรรมที่พบได้มากที่สุด
    • เยาวชนระดับอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมยอมรับว่า เคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับการรังแกมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการรังแกทางร่างกาย โดยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนกลุ่มนี้มองว่า การรังแกกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่หลังจากจบกิจกรรมจึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรังแกกัน
    • สถานศึกษาเห็นตรงกันว่า การรังแกกันเป็นปัญหาที่ต้องจัดการและให้ความสำคัญ และควรสร้างกระบวนการเพิ่มความตระหนักและทักษะให้แก่เด็กนักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ ด้วย โดยไม่จำกัดเฉพาะระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะเท่านั้น

การสร้างความตระหนักเรื่องการใช้อินเทอร์เนตอย่างปลอดภัย

  1. บริการ “Stop Bullying เลิฟแคร์ไม่รังแกกัน” ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผ่านห้องแชท Stop Bullying Chat Line เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกในโลกออนไลน์ ทำให้สังคมไทยมีกลไกในการส่งเสริม และปกป้องเด็กและเยาวชนให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเปิดให้บริการระหว่างเวลา 16.00 - 24.00 น. ทุกวัน ซึ่งทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปี 2561 มีสถิติเกี่ยวกับการเข้าใช้ ดังต่อไปนี้
    • ผู้เข้าร่วม 42,367 คน
    • การให้คำปรึกษา 387 ครั้ง
    • ผู้เข้าชมเว็บไซต์ 110,639 คน
    • สถิติอายุของผู้เข้าใช้บริการ 50% เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 10 – 15 ปี
    • สถิติบริการห้องแชท 75% เป็นผู้หญิง
    • ประเด็นในการขอคำปรึกษาที่ถูกรังแกทางโลกออนไลน์สูงสุด
    • โดนโพสต์ประจาน
    • โดนโพสต์ล้อเลียน
  2. กิจกรรมรณรงค์ในสถานศึกษาต่างๆ (dtac School Outreach) เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการรังแกกัน อาทิ ความหมาย ผลกระทบ รูปแบบการรังแก ตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้นจากการกลั่นแกล้งกัน และรู้จักบริการปรึกษาผ่านห้องแชทออนไลน์ โดยเน้นกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม ซึ่งในปี 2561 มีนักเรียนเข้าร่วมเวิร์คช็อป จำนวน 6,654 คน จาก 28 โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา (ปวช.) ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยมีประเด็นสำคัญๆ จากการประเมินผลการทำกิจกรรมดังนี้
    • เยาวชนระดับมัธยมศึกษาเห็นว่า การรังแกกันเป็นเรื่องใกล้ตัวและพบได้ทุกวัน โดยสามารถแยกแยะได้ระหว่างการเล่นและการรังแก รวมถึงสามารถบอกวิธีการจัดการและการรังแกกันโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงได้ ซึ่งการถูกรังแกทางวาจาเป็นพฤติกรรมที่พบได้มากที่สุด
    • เยาวชนระดับอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมยอมรับว่า เคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับการรังแกมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการรังแกทางร่างกาย โดยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนกลุ่มนี้มองว่า การรังแกกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่หลังจากจบกิจกรรมจึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรังแกกัน
    • สถานศึกษาเห็นตรงกันว่า การรังแกกันเป็นปัญหาที่ต้องจัดการและให้ความสำคัญ และควรสร้างกระบวนการเพิ่มความตระหนักและทักษะให้แก่เด็กนักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ ด้วย โดยไม่จำกัดเฉพาะระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะเท่านั้น

เอกสารเผยแพร่

ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกเอกสารด้จาก Link ด้านล่างนี้ 

โครงการ Safe Internet

โครงการ Safe Internet

DOCX 0.03 MB