LIV

Dining & Travel

สูดกลิ่นเกลือแกล้มลมทะเล ณ ซานฟรานฯ


จะเที่ยวแนวสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติทั้งที ถ้าไม่ไปภูเขาก็ต้องไปทะเลแหละเนอะ หากใครยังจำกันได้ ตอนที่แล้วเราพาไปขึ้นเขาเข้าป่าใน Muir Woods กันมาแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวพาคุณไปรับลมทะเลที่ซานฟรานซิสโกกันบ้าง ข่าวดีก็คือที่โน่นหาทะเลได้ไม่ยากเท่ากับป่าแน่นอน เพราะซานฟรานฯ มีทะเลรายล้อมจากทุกสารทิศ แต่ละทิศยังเต็มไปด้วยจุดสวย ๆ แนว ๆ ที่พร้อมจะมอบโมเมนต์ประทับใจแบบไม่ซ้ำใครให้คุณเก็บเอาไว้ในความทรงจำนาน ๆ ว่าแล้วก็ก้าวเท้าขึ้นเรือกันเลยดีกว่า

เรือครูซจะแล่นไปส่งที่ท่า Fisherman’s Wharf หรือ Pier 39 แล้วแต่เวลาออกทุกครึ่งชั่วโมง และเวลาพาคุณถึงที่หมายก็ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเช่นกัน ทะเลที่นี่อากาศไม่ร้อน ออกจะมีลมหนาวด้วยซ้ำ แดดก็อุ่นกำลังดี เหมาะมากสำหรับมนุษย์เขตร้อนอย่างพวกเราที่จะยืนรับแสงแดดแกล้มไอทะเลบนดาดฟ้าเรือเพลิน ๆ (ถ้าฝนไม่ตกนะ) ชมวิวสะพาน Golden Gate เรือนจำกลางน้ำ Alcatraz และถ้าโชคดีอาจได้เห็นวาฬหลังค่อมหรือวาฬสีเทา ขึ้นมาว่ายทักทายแสงแดดระหว่างทาง

กินลมชมทะเลบนดาดฟ้าเรือครูซ

ครั้งที่แล้วเราพาคุณนั่งรถข้ามสะพาน Golden Gate มุ่งสู่ Marin County เพื่อไปยังอนุสาวรีย์แห่งชาติ Muir Woods มาแล้ว ระหว่างทางกลับหากไม่อยากตรงดิ่งเข้าเมืองผ่านถนนเส้นเดิม ๆ ลองแวะไปที่เมืองท่าเล็ก ๆ ชื่อว่า Sausalito ดูสิ ที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงและเป็นเมืองท่าขึ้นชื่อของเหล่าพลพรรครักการขนเหล้าเถื่อนในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 และรุ่งเรืองขึ้นมาหลังจากนั้นจากการเป็นท่าหลักของกองทัพสหรัฐฯ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี่มีร้านรวงเล็ก ๆ น่ารัก ๆ หลายแห่ง และยังมีร้านขายอาหาร ร้านขายกาแฟให้นั่งจิบชิล ๆ รับลมทะเลได้ แถมยังมีพี่นักดนตรีเปิดหมวกและศิลปินข้างทางมาเล่นเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังด้วย

จากเมืองท่านี้ เรายังสามารถนั่งเรือข้ามฟากจาก Sausalito กลับไปยังซานฟรานซิสโกได้ เรื่องนี้อาจจะลำบากหน่อยสำหรับผู้ที่ขับรถมาเอง แต่สำหรับคนที่มากับทัวร์คุณสามารถขอพี่คนขับแยกลงตรงนี้ได้เลย แล้วไปซื้อตั๋วเรือข้ามฟากที่ริมท่า (หรือจะซื้อรวมกับแพ็กเกจทัวร์มาเลยก็ได้) ราคาตั๋วอยู่ที่ประมาณ 300 บาทนิด ๆ แต่นี่ไม่ใช่เรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาลำเล็ก ๆ แถว BTS สะพานตากสิน ที่นี่เขาใช้เรือครูซ 3 ชั้น มีทั้งที่นั่งหลบแดดดูวิวทะเลแบบสบาย ๆ ที่ชั้นล่าง โซนกึ่งร่มกึ่งเปิดที่ชั้นสอง แต่อุตส่าห์มาขึ้นทั้งทีเราก็ต้องไปดื่มด่ำบรรยากาศที่ดาดฟ้าเรือชั้นสามสิ

หากใครอยากรับลมทะเลซานฟรานให้เต็มอิ่ม รีบซื้อตั๋วไปเลยอย่าอิดออด เรือครูซจะแล่นไปส่งที่ท่า Fisherman’s Wharf หรือ Pier 39 แล้วแต่เวลาออกทุกครึ่งชั่วโมง และเวลาพาคุณถึงที่หมายก็ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเช่นกัน ทะเลที่นี่อากาศไม่ร้อน ออกจะมีลมหนาวด้วยซ้ำ แดดก็อุ่นกำลังดี เหมาะมากสำหรับมนุษย์เขตร้อนอย่างพวกเราที่จะยืนรับแสงแดดแกล้มไอทะเลบนดาดฟ้าเรือเพลิน ๆ (ถ้าฝนไม่ตกนะ) ชมวิวสะพาน Golden Gate เรือนจำกลางน้ำ Alcatraz และถ้าโชคดีอาจได้เห็นวาฬหลังค่อมหรือวาฬสีเทา ขึ้นมาว่ายทักทายแสงแดดระหว่างทาง

ไม่ว่าเรือจะพามาลงที่ท่าไหน คุณก็สามารถเดินทางไปชมอีกท่าหนึ่งได้ไม่ยาก หากคุณลงที่ Fisherman’s Wharf คุณจะได้พบร้านอาหารทะเล ร้านกาแฟ และร้านไอศครีมน่ากินสารพัดอัดแน่นอยู่ในอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งถ้ามาวันเสาร์ยังมีตลาดสดกลางแจ้งมาตั้งแผงขายของ (กิน) ให้เลือกเพิ่มด้วยนะ

แต่ถ้าคุณลงที่ Pier 39 อันโด่งดัง คุณก็จะได้พบกับอาคารไม้สีสวยสดสไตล์คาร์นิวัลตั้งเรียงรายกันดั่งหมู่บ้านเล็ก ๆ มีทั้งร้านอาหารทะเลชื่อดังอย่าง Bubba Gump ที่ Forest Gump ไม่ได้เป็นเจ้าของ โชว์มายากลกลางแจ้ง และที่ขาดไม่ได้คือฝูงสิงโตทะเลแดดเดียวที่นอนตีพุงให้เห็นอยู่ทางด้านซ้ายของท่า

หากเป็นวันฟ้าเปิด เราแนะนำให้คุณเติมพลังด้วยอาหารอร่อย ๆ จากท่าที่คุณลง เปิด Google Map บนมือถือ แล้วเดินเลียบถนนริมทะเลไปเรื่อย ๆ สู่อีกท่าหนึ่งได้เลย ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกล กินเวลาประมาณสี่สิบนาทีน่าจะถึง และคุณยังจะได้ชมวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายสัญชาติที่เขาออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ลุยหาดสายพังค์ แล้วนั่งชิลในสวน Golden Gate

สำหรับสายทะเลและหาดทรายที่แอบมีความพังก์ปนอินดี้ในตัว ลองมาทำความรู้จักกับ หาด Lands End Lookout ที่ชายฝั่งตะวันตกของซานฟรานซิสโกกันบ้าง ที่นี่เคยเป็นแหลมซึ่งมีเหล่าสิงโตทะเลนอนกันเกลื่อนกลาดอยู่ตามโขดหิน มีซากเรืออัปปางเป็นวิวประดับ และมีสระว่ายน้ำในร่มเก่าแก่นามว่าว่า Sutro Baths ที่สร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ. 1896 แต่ตอนนี้เหลือเพียงแต่ซากปรักหักพังของอาคารที่เต็มไปด้วยลายกราฟิตี้ ติดกับชายหาดที่เต็มไปด้วยโขดหินและคลื่นสูงถาโถมกระทบฝั่ง ให้อารมณ์เท่ ๆ แนว ๆ ไม่ซ้ำหาดไหน

วิธีเดินทางมาที่นี่แบบประหยัดคือให้นั่งรถไฟ Muni สาย N ลงที่สถานี Ocean Beach ค่ารถไฟประมาณ 100 บาท (2.75 เหรียญ) ต่อเที่ยว แล้วเดินย้อนขึ้นมาประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ถ้าอยากเร็วและสบายก็เรียก Uber ครับท่าน ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงจากตัวเมืองก็น่าจะถึงแล้ว ใครอยากหามุมถ่ายภาพเท่ ๆ ออกแนว Street บอกได้เลยว่าที่นี่มีจุดให้เลือกนับไม่ถ้วน ทั้งตรงซากอาคารกลางแอ่งน้ำ แนวกั้นหินริมทะเล หรือหน้าถ้ำริมหาดก็ดูเถื่อนแต่เท่ไปเสียหมด

เดินตามทางเดินขึ้นเนินมาอีกหน่อยก็จะได้พบกับวิวสวย ๆ ที่มองเห็นทะเลได้รอบด้านจากมุมสูง จุดนี้ลมแรงและอากาศแอบเย็น ดังนั้นถ้าพกเสื้อโค้ทมาด้วยก็หยิบมาสวมซะหน่อย ถ่ายรูปเสร็จเมื่อไหร่ก็เดินขึ้นมาอีกนิดจะพบกับทางเดินเลียบเนินท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ เส้นทางเดินกินลมชมวิวตรงนี้มีชื่อว่า Lands End Trail ลัดเลาะริมเนินเขายาวไปหลายกิโลเมตรโดยมีวิวของทะเลอยู่เบื้องล่างและเห็นฉากหลังเป็นสะพาน Golden Gate อยู่ลิบ ๆ เดินเพลินเป็นอย่างยิ่งจนไม่อยากหยุด ระหว่างทางก็จะได้พบชาวซานฟรานพาหมาไซส์เล็กไซส์ใหญ่มาเดินเล่นเต็มไปหมด ใครเป็นทาสหมานี่คงได้แวะเล่นแวะถ่ายรูปหมาคนอื่นจนเหนื่อย

ชมวิวที่ Lands End จนอิ่มหนำแล้วก็เดินเลียบถนนดิ่งลงเนินไปจนเลยหัวโค้งแล้วคุณก็จะได้เห็นหาดทรายทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาอยู่ด้านล่าง ที่นั่นคือหาด Ocean Beach หาดตรงนี้คลื่นแรงและสูงทำให้ไม่เหมาะกับการเล่นน้ำเท่าไหร่ คนที่นี่จึงชอบใช้เป็นที่ปิกนิกริมทะเลหรือพาเจ้าตูบมาเล่นคาบบอลมากกว่า

หากคุณเดินไปดูใกล้ ๆ จะเห็นว่ากำแพงป้องกันชายฝั่งโดนมือดีพ่นลายกราฟิตี้ต่อเนื่องเป็นทางยาวตั้งต้นต้นหาดยันปลายหาด เต็มไปด้วยลวดลายแสบสันสีสันฉูดฉาดมากมาย ดูแอบขลังปนเท่พิลึก ที่นี่ยังมีคอร์ทวอลเลย์บอลชายหาดตั้งเอาไว้ให้คนในพื้นที่มาออกกำลังกัน ยืนดูเขาเล่นตบบอลกันก็เพลินน่าดูเพราะคนที่นี่เขาเล่นกันเก่งแถมยังเอาจริงเอาจังอย่างกับนักกีฬา

มาถึงตรงนี้หากใครยังขาไม่พังก็อยากชวนให้เดินต่อไปอีกนิด ไม่เกิน 5 นาทีคุณก็จะพบกังหันลมแบบในเนเธอร์แลนด์ตั้งเด่นท่ามกลางหมู่ไม้อยู่ลิบ ๆ ตรงนั้นคือส่วนปลายของสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในซานฟรานซิสโกที่ชื่อว่า Golden Gate Park นั่นเอง ถึงคนที่นั่นจะเรียกว่าสวนแต่คนไทยอย่างผมขอเรียกว่าป่ากลางเมืองละกัน เพราะเกือบทำเอาสวนรถไฟบ้านเราดูเป็นสนามหญ้าหลังบ้านไปเลย

สวนสาธารณะแห่งนี้กินพื้นที่ทั้งหมดมากกว่า 4 ตารางกิโลเมตร และมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ากินพื้นที่ลากยาวตั้งแต่ใจกลางเกาะซานฟรานซิสโกจนถึงชายหาด Ocean Beach มีต้นกำเนิดมาจากการที่ชาวซานฟรานในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 อยากได้สวนสาธารณะใหญ่ ๆ ยาว ๆ แบบสวน Central Park ในนครนิวยอร์กบ้าง สวน Golden Gate Park จึงถือกำเนิดขึ้นมา

ด้านในสวนเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวนานาชนิดตั้งแต่ไม่พุ่ม ไม้เลื้อย ไม้ยืนต้น และยังมีสวนดอกไม้กระจายตัวให้เห็นเป็นหย่อม ๆ เรียกได้ว่าเขียวชอุ่มมันรอบทิศไม่ว่าจะซ้ายขวาหน้าหลัง และมีทางเดินกับถนนตัดผ่านกลางสวนให้ผู้ที่มาเดินเล่นสามารถเข้าถึงจุดต่าง ๆ ได้โดยสะดวก

นอกจากต้นไม้ ต้นไม้ และต้นไม้ สวน Golden Gate Park ยังเต็มไปด้วยพื้นที่สำหรับงานอดิเรกทุกชนิด ทั้งสนามเตะบอล ลู่วิ่ง โต๊ะปิกนิก บ่อน้ำสำหรับขับเรือบังคับ ร้านคาเฟ่กลางสวนสำหรับครอบครัว สวนญี่ปุ่นเพื่อผู้ที่มองหาความสงบแบบใกล้ชิดกับธรรมาติ ดังนั้นคุณจะได้เห็นชาวมะกันที่นี่ทำกิจกรรมกลางแจ้งกันทุกชนิดเท่าที่จะจินตนาการได้

ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมพิพิธภัณฑ์ชั้นเยี่ยมถึงสองแห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ศิลป์ de Young Museum และพระเอกของสวนอย่างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Academy of Sciences ซึ่งอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองเข้าไปซักครั้ง แม้ค่าเข้าราคา 36.95 เหรียญจะค่อนข้างแพงเอาเรื่อง แต่ที่นี่เขามีสิ่งน่าสนใจให้ดูชมมากมาย ทั้งการจำลองสภาพป่าจากเขตต่าง ๆ บนโลก แนวปะการังจำลองจากเกาะฟิลิปปินส์ รวมถึงสิงสาราสัตว์แปลก ๆ มากมาย เช่น ปลาไหลไฟฟ้า กบพิษตัวจิ๋วสีแสด และจระเข้เผือกสีขาวจั๊วะตัวเป้งชื่อว่า Claude เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ Academy of Sciences ยังจัดนิทรรศการพิเศษเป็นระยะ อย่างเช่น นิทรรศการรำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโก หรือนิทรรศการไดโนเสาร์กับเหล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์ ถือเป็นโบนัสให้ผู้ที่แวะเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ในช่วงนั้น ๆ ได้สาระความรู้ปนความสนุก ของเยอะจนล้นขนาดนี้เดินดูทั้งวันก็ยังไม่หมด บอกเลยว่าเกินคุ้มราคาค่าตั๋ว ส่วนใครเป็นสายกลางคืน ที่นี่เขายังมีอีเวนท์ชิค ๆ ชื่อว่า “NightLife” ทุกคืนวันพฤหัสฯ ผู้ที่เข้าร่วมอีเวนท์จะสามารถถือค็อกเทลจิบท่ามกลางธรรมชาติและแสงสียามค่ำคืน ให้อารมณ์เก๋ไปอีกแบบ มาทีนี่ตอนเช้าเดินเล่นในสวน ตอนบ่ายเดินชมพิพิธภัณฑ์ ตอนเย็นจิบเครื่องดื่มแกล้มอากาศบริสุทธิ์ แล้วตอนดึกค่อยกลับไปหลับเป็นตายที่โรงแรม

ส่วนใครที่กังวลว่ามาเที่ยวอเมริกานาน ๆ แล้วที่บ้านจะเป็นห่วง ก็อย่าลืมเปิดแพ็กเกจโรมมิ่ง ก่อนบินออกจากไทยล่ะ จะได้โทรกลับมาหาคนที่บ้านให้หายห่วง ซึ่งใครเป็นลูกค้าดีแทคอยู่แล้วลองใช้ แพ็กเกจ Roam like Home ดู แพ็กนี้จะทำให้คุณสามารถโรมมิ่งใช้อินเทอร์เน็ตตอนอยู่ที่นู่นได้ไม่จำกัด และยังแถมนาทีสำหรับโทรข้ามประเทศมารายงานคนที่นี่ได้นานตามใจ จะได้มีเวลาเคลียร์กันให้แจ่มแจ้งว่าของที่เค้าฝากซื้อคือลิปสติกเบอร์ 204 หรือ 101 กันแน่ วิธีสมัครก็ง่าย ๆ แค่กด *104*717# แล้วโทรออก สำหรับคนอยากโทรน้อยแค่ 30 นาที หากใครอยากโทรมากหน่อยก็กด *104*720# แล้วโทรออก สำหรับคนที่อยากคุยนาน ๆ แบบจัดเต็ม 210 นาที สมัครกันไว้เถอะ ไปเที่ยวต่างแดนนาน ๆ มันเหงานะ…