Customer showcase

!don't Delete

ชุนเซ้งฟาร์ม เทคโนโลยีตัวช่วยสู่ความสำเร็จ

July 21, 2015

การทำธุรกิจเพียงหนึ่งอย่างให้ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องง่ายแต่การทำธุรกิจหลายอย่างในเวลาเดียวกันให้ประสบความสำเร็จยิ่งยากกว่าหลายเท่า นักแต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับ ศิริพงษ์ พิพัฒสัตยานุวงศ์ เจ้าของ “ชุนเซ้งฟาร์ม” ฟาร์มไก่ไข่ขนาดใหญ่ที่ต้องสานต่อธุรกิจครอบครัวที่มีผลผลิต กว่าวันละ 8 แสนฟอง ขณะเดียวกันก็เข้าไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่เขาสนใจไม่ว่าจะเป็น ฟาร์มหมู โรงงานปุ๋ย หรือกระทั่งผลิตภัณฑ์ทีเกี่ยวกับสุขภาพและ ความงาม

ศิริพงษ์ พิพัฒสัตยานุวงศ์ เล่าถึงที่มาของธุรกิจหลักฟาร์มไก่ไข่ “ชุนเซ้งฟาร์ม” ว่าเป็นการรับไม้ต่อมาจากธุรกิจครอบครัวซึ่งเขายอมรับว่าการทำปศุสัตว์ที่ เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการทำธุรกิจประเภทนี้มักจะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ 100% ดังนั้นจึงมีปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่เขาจะต้อง ดูแลใกล้ชิด

​“ปัจจัยสำคัญ 4 อย่างที่มีผลต่อธุรกิจปศุสัตว์ได้แก่ 1.พันธุ์สัตว์ 2.อาหารและเวชภัณฑ์ 3. การ บริหารจัดการ และ 4.การตลาด ซึ่งพันธุ์สัตว์และอาหารถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากเพราะหาก เริ่มต้นไม่ดีต่อให้ดูแลดีอย่างไรก็ตามโอกาสที่จะสำเร็จก็ยากมาก เหมือนเช่นการทำอาหารถ้าตั้งต้น วัตถุดิบไม่มีคุณภาพกรรมวิธีการทำดีอย่างไร อาหารก็อร่อยยาก ส่วนการบริหารจัดการก็ต้องดูแล เพื่อได้ผลผลิตที่ดีเพราะอย่างที่เห็นกันมาว่าสินค้าเกษตรบางทีก็ขาดบางทีก็ล้นตรงนี้ต้องบริหารจัด การดูภาวะแนวโน้มต่างๆ ของตลาดด้วย ลองคิดดูหากผลิตไข่ไก่ได้วันละ 8 แสนฟอง แต่มีไข่ไก่ ขายไม่หมดเหลือ 2 แสนฟอง เพียงแค่ 5 วันก็เหลือเป็นล้านฟองแล้ว ดังนั้นนอกจากการบริหาร จัดการแล้วยังต้องทำการตลาดให้ดีด้วยเพราะถ้าตลาดไม่นิ่งไม่มีความแน่นอนจะเกิดผลกระทบ ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากไข่ไก่ขายไม่หมดจะลดจำนวนการผลิตหรือเพิ่มเหมือนสินค้าโรงงาน ไม่ได้ ปศุสัตว์ทำงานโอทีไม่ได้ หัวใจของเราคือเราต้องสร้างคอนเนกชั่นกับผู้ซื้อด้วย และไม่ว่าจะ ล้นหรือขาดเราต้องมีของส่งให้ลูกค้าตามที่เคยส่งกันได้”

นอกจากการทำฟาร์มไก่ไข่ที่จังหวัดนครนายกแล้ว ศิริพงษ์ ยังลงทุนทำฟาร์มหมูที่จังหวัดพิษณุโลก ด้วยและที่สำคัญยังต่อยอดธุรกิจออกไปด้วยการทำโรงงานไบโอแก๊สเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม และ โรงงานปุ๋ย โดยไบโอแก๊สนี้ ศิริพงษ์ บอกว่าโรงงานไบโอแก๊สนี้นับเป็นโรงงานไบโอแก๊สรายแรกๆ ที่ใช้มูลไก่มาผลิตโดยเขามองเห็นว่าอย่างไรเสียพลังงานก็ไม่มีวันที่จะราคาถูกลงและการทำฟาร์ม ไก่ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและชาวบ้านที่อยู่รายรอบด้วย

“ผมเริ่มทำโรงงานไบโอแก๊สเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเห็นว่าในอนาคตจะมีกฎหมายหนึ่งออกมาว่าด้วยเรื่องไม่ให้เอาผลพลอยได้ของชนิดหนึ่งไปเลี้ยงสัตว์ อีกชนิดหนึ่ง เช่น การนำมูลไก่ไปเลี้ยงปลา เป็นต้น ก็เลยคิดว่าควรเตรียมการรองรับกฎหมายนี้เนิ่นๆ ดีกว่า ประกอบกับราคาพลังงานก็มีแต่จะแพงขึ้นตอน นั้นที่ทำก็มีแต่คนถามว่าทำทำไม คุ้มหรือเปล่า เพราะราคามูลไก่ยังขายได้ราคาดีมากแต่เรามองว่าไบโอแก๊สมีประโยชน์จริงและการที่เราเริ่มก่อนคนอื่นก็ทำ ให้ได้เรียนรู้ก่อน เพราะยังไงก็ตามวันข้างหน้ามันก็ต้องเป็นแบบนี้แน่นอน ส่วนกากตะกอนที่เหลือเราก็เอาไปทำปุ๋ยต่อ เราก็ทำเป็นโรงงานปุ๋ยธุรกิจอีกแขนง ขึ้นมา ดังนั้นเราเป็นฟาร์มไก่ที่ใช้ทุกอย่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย”

นอกจากธุรกิจในกลุ่มปศุสัตว์ ฟาร์มไก่ไข่ ฟาร์มหมู และโรงงานปุ๋ยแล้ว ศิริพงษ์ ยังแตกไลน์ทำธุรกิจอาหารเสริม FitLine และ BeautyLine ที่นำเข้าจาก เยอรมนีอีกด้วย เมื่อถามว่ากิจการที่มีอยู่ทั้งหมดซึ่งเป็นคนละประเภทธุรกิจและต่างพื้นที่กันมีเคล็ดลับในการบริหารจัดการทั้งหมดให้ประสบความสำเร็จได้ อย่างไร

“ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีทุกอย่างตอบโจทย์อยู่ภายในสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวซึ่งมี ประโยชน์มาก ผมเลือกใช้เครือข่าย DTAC เพราะทำให้การทำงานสะดวก รวดเร็วและช่วยร่นระยะเวลาในการติดต่อสื่อสาร การส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน ยกตัวอย่างหากฟาร์มที่พิษณุโลกมีปัญหาผมไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพิษณุโลกให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย เราติดต่อกันทางวิดีโอคอล มีการถ่ายรูปส่งมาให้ดู ผมสามารถตัดสินใจเดี๋ยวนั้นได้เลยว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะการทำธุรกิจปศุสัตว์ ความเสียหายนับเป็นนาที การรู้ปัญหาและการตัดสินใจต้องรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้เทคโนโลยีการสื่อสารช่วยให้การทำธุรกิจของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้เราจะมีหลายธุรกิจในหลายพื้นที่ แต่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจัดการหรือ การดูแลไม่ทั่วถึงเพราะเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เช่น จะใช้ไลน์กรุ๊ปของแต่ละบริษัท แต่ละหน่วยธุรกิจขึ้นมาแล้ว ทุกคนก็รายงานสถาน การณ์ภาพรวมในแต่ละวันเข้ามาทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น”